
ตร.ไซเบอร์รวบแก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติ หลอกคนไทยลงทุนกว่า 11 ล้าน พบฟอกเงินเป็นทองคำส่งออกต่างประเทศ และช่วยเหยื่อลงทุนออนไลน์
ตามอายัดทัน 1 ล้าน นำคืนผู้เสียหายตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม /ประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้กำชับให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่การแถลงข่าวคดีสำคัญจากปฏิบัติการในครั้งนี้วันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค.69 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผบก.สอท.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตำรวจไซเบอร์รวบแก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติ หลอกคนไทยลงทุนกว่า 11 ล้าน พบฟอกเงินเป็นทองคำส่งออกต่างประเทศ และช่วยเหยื่อลงทุนออนไลน์ ตามอายัดทัน 1 ล้าน นำคืนผู้เสียหายสืบเนื่องจากผู้เสียหายหญิงรายหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.2 ว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนในตลาดหุ้น โดยเมื่อประมาณกลางเดือน ส.ค.68 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้รับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างว่าโทรมาจากบริษัท MIROR X แล้วได้แนะนำพร้อมชักชวนลงทุนในตลาดหุ้น ผู้เสียหายสนใจและหลงเชื่อจึงได้พูดคุยรายละเอียดกันจากนั้นคนร้ายได้ส่งลิงก์ที่อ้างว่าเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนมาให้ผู้เสียหายกดลงทะเบียน แล้วทำตามขั้นตอนที่คนร้ายแนะนำ จากนั้นผู้เสียหายได้โอนเงินไปลงทุน โดยในเว็บไซต์ของมิจฉาชีพจะแสดงตัวเลขยอดเงินที่ลงทุน และยอดเงินรายได้สะสมที่สูงขึ้นตามเปอร์เซ็นที่ลงทุน เมื่อเห็นตัวเลขยอดเงินเพิ่มขึ้น ผู้เสียหายเชื่อว่าได้ผลตอบแทนจริง จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มไปทั้งสิ้น จำนวน 23 ครั้ง ปลายทาง 7 บัญชีธนาคาร และยังมีการนัดส่งมอบเงินสด อีกจำนวน 2 ครั้ง รวมความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 11,664,525.5 บาทโดยการส่งเงินสดครั้งแรกนั้น ได้มีชายลักษณะคล้ายแขกขาวมารับเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 1,500,000 บาทที่บ้านของผู้เสียหาย (ส่งมอบสำเร็จ) ต่อมา ได้มีการนัดรับเงินสด จำนวน 1,000,000 บาท เป็นครั้งที่ 2 แต่ผู้เสียหายไหวตัวทันจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งตำรวจไซเบอร์ได้ซ้อนแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่มารับเงินได้ 1 คน คือนายพาเวล (MR.PAVEL)อายุ 34 ปี สัญชาติรัสเซีย ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมา พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผล ทำให้พบว่า ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีก จำนวน 8 คน และยังสืบสวนจนทราบตัวชายลักษณะคล้ายแขกขาวผู้ที่เคยมารับเงิน จำนวน 1,500,000 บาท ที่บ้านของผู้เสียหายก่อนหน้านี้ คือ นายอมร อายุ 36 ปี สัญชาติไทย เชื้อสายอินเดีย จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้ว รวมจำนวน 5 คน ได้แก่ 1. นายพาเวล อายุ 34 ปี สัญชาติ รัสเซีย 2. นายณรงค์ชัย อายุ 24 ปี สัญชาติ ไทย 3. นายมหิปาน อายุ 31 ปี สัญชาติ อินเดีย 4. นายอมร อายุ 35 ปี สัญชาติ ไทย เชื้อสายอินเดีย 5. นายกริชนา อายุ 29 ปี สัญชาติ เมียนมา ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย จากการสืบสวนพบว่าได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้ว ได้แก่ 1. นายเชาว์ เซ หยุน สัญชาติ มาเลเซีย 2. นายมันจีท ซาร์วาริ์ สัญชาติ อินเดีย 3. นายรัมปัล สัญชาติ อินเดียจากการสืบสวนติดตามเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าว พบว่าเมื่อคนร้ายได้เงินมาแล้ว ได้นำไปซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นทองคำเพื่อปกปิดอำพราง กับนายอมร (ผู้ต้องหาลำดับที่ 4) แล้วส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนว่าใช้วิธีส่งออกไปอย่างไร รูปแบบใด และมีผู้ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”, “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมาลกฎหมายอาญา”, “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี รวมทั้งเร่งสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อนำตัวผู้ต้องหาพร้อมทั้งทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ โดยเมื่อเดือน พ.ค.68 ได้มีผู้เสียหายหญิงรายหนึ่งเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ว่าได้ถูกกลุ่มคนร้ายที่ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หลอกให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันชื่อ “Tradier Brokerage” โดยมีการแอบอ้างชื่อ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนชื่อดัง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินไปยังปลายทางบัญชีม้าที่คนร้ายแจ้งหลายครั้งแต่ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 9,500,000 บาท ต่อมา พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนกรณีดังกล่าว และได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารปลายทางที่ผู้เสียหายโอนเงินไป จนสามารถอายัดเงินได้ทัน จำนวน 1,000,000 บาท โดยวันนี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดี ได้ร่วมกันนำเงิน จำนวน 1,000,000 บาท ส่งมอบคืนให้แก่ผู้เสียหาย ตามโครงการ Money Cash Back ผิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน





