
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ชี้คดีสแกมพุ่ง! แต่มูลค่าความเสียหายลด
ขณะเดียวกันเร่งตัดวงจรบัญชีม้าต่อเนื่อง สัปดาห์เดียวอายัดเงินกว่าทันกว่า 5.3 ล้านบาท ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-7 ก.พ.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,845 คดี มูลค่าความเสียหาย 428,369,719 บาท (เฉลี่ยประมาณ 61.19 ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 25 ม.ค.- 31 ม.ค.69 จำนวน 299 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 110,525,868 บาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าในช่วงสองสัปดาห์ล่าสุด ปริมาณคดีพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนมูลค่าความเสียหายมีลักษณะผันผวนโดยมีทิศทางสวนทางกับจำนวนคดี แม้จำนวนคดีจะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลง ซึ่งอาจตีความได้ว่ามิจฉาชีพกลับมาเน้นการโจมตีปริมาณมาก (Mass scale) แต่ได้ยอดเงินต่อครั้งที่น้อยลงหากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 69.2% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้วขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยครั้งนี้อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพใช้ความต้องการรายได้เสริมของผู้คนมาเป็นจุดอ่อนหลัก แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่าแต่มูลค่าความเสียหายกลับสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล และอันดับ 3. เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งสองประเภทนี้สร้างความเสียหายทางการเงินในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนคดีจากข้อมูลดังกล่าว ทีมวิเคราะห์พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้ 1 ถึงแม้ว่าจำนวนคดีจะเพิ่มแต่มูลค่าความเสียหายลดลงอย่างมาก ชี้ให้เห็นว่าเคสใหญ่ (Big Impact) ลดน้อยลง2 หลอกขายสินค้า: เสียหายลดลงมาก แม้จำนวนคดีจะพุ่งเกิน 5,000 เคส แต่ยอดความเสียหายลดลงจาก 117 ล้าน เหลือ 78 ล้านบาท3 แอบอ้างบุคคล: สัญญาณดี ลดลงทั้งจำนวนคดี (-9%) และมูลค่าความเสียหายลดลงเกือบครึ่ง (-42%) จาก 138 ล้านเหลือ 80 ล้านบาท4 หลอกทำงาน: ประเด็นนี้ยังคงน่าห่วง ยังคงครองแชมป์ความเสียหายสูงสุดที่ 171 ล้านบาท แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อย แต่ความเสียหายต่อเคสยังสูงมาก5 หลอกลงทุน: แนวโน้มลดลง ทั้งจำนวนคดีและความเสียหายลดลงต่อเนื่อง (จาก104M ลดลงเหลือ 86M) แสดงถึงความระมัดระวังที่มากขึ้นของประชาชน ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 17 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 31 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,376,375 บาท และสามารถจับกุมได้ 4 คดีสำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ เข้าช่วยเหลือชายวัย 75 ปี หลังตรวจพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เจ้าหน้าที่จึงรีบลงพื้นที่ทันที ซึ่งตรวจสอบพบว่าในช่วงวันที่ 31 ม.ค. – 2 ก.พ.69 ผู้เสียหายถูกคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและหลอกให้โอนเงินไปตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีคนร้าย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้โทรสายด่วน 1441 เพื่อดำเนินการอายัดบัญชี และรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 70 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เจ้าหน้าที่รีบลงพื้นที่ช่วยเหลือ พบว่าเมื่อประมาณวันที่ 3 ก.พ.69 ผู้เสียหายถูกคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้าที่บ้านผู้เสียหายชำรุดและจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเปลี่ยนมิเตอร์ใหม่ ก่อนชักชวนให้แอดไลน์เพื่อติดต่อคืนค่าประกันมิเตอร์ มีการพูดโน้มน้าวให้ทำธุรกรรมแจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อ้างความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลา โดยหลอกให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Peasmart ตั้งค่าเลือกแอปธนาคารเป็นรายการโปรด และให้เปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์ จากนั้นให้ผู้เสียหายโอนเงินอ้างว่าเป็นขั้นตอนคืนค่าประกันมิเตอร์ และให้ใส่เลขอ้างอิง (ref no.) ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นจำนวนเงินที่ถูกโอนไปทั้งหมด รวมมูลค่าความเสียหาย 968,057 บาท เจ้าหน้าที่จึงรีบอธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ให้หยุดการโอนเงินทันทีเคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 62 ปี หลังตรวจพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะพบว่า ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่ามีเอกสารตีกลับไปยังที่ทำการไปรษณีย์ลาดพร้าว และให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการทำคำร้อง โดยหลอกให้กรอกข้อมูลประวัติส่วนบุคคล ก่อนที่คนร้ายจะหลอกลวงให้โอนเงินอ้างว่าเป็นวงเงินสำหรับคุ้มครองเงินเกษียณ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีคนร้าย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 918,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าชี้แจงว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ให้หยุดการโอนเงินทันที พร้อมให้โทรสายด่วน 1441 เพื่ออายัดบัญชีโดยเร่งด่วนเคสที่4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 61 ปี หลังตรวจพบพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติไปยังบัญชีม้า จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 ผู้เสียหายถูกคนร้ายติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยแอบอ้างตัวเป็น “ทนายอาสา” เสนอให้ความช่วยเหลือ กรณีผู้เสียหายเคยถูกหลอกลวงทางออนไลน์ เมื่อปี พ.ศ.2567 เป็นเงินจำนวน 450,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อและพูดคุยกับคนร้าย ก่อนถูกชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “ชุดที่ 3549 กลุ่มกู้คืนความเสียหาย” ซึ่งมีสมาชิกเพียง 4 คน ภายในกลุ่มดังกล่าว คนร้ายอ้างว่าสามารถดำเนินการติดตามเงินคืนให้ได้ โดยขอให้ผู้เสียหายทำกิจกรรม และโอนเงินเข้าระบบตามขั้นตอนที่กำหนด พร้อมรับประกันว่าจะได้เงินคืนตรงตามยอดที่เคยสูญเสียไป ด้วยความต้องการได้เงินคืนผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนไปจำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 968,057 บาท เคสนี้เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติในการทำธุรกรรม และคาดว่าผู้เสียหายอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สร้างคอม เพื่อเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ก็ติดต่อผู้เสียหายทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผู้เสียหายเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้แนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่อไปทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเตือนภัยไปยังประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้เพิ่มความระมัดระวังกลโกงของมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมักใช้วิธีโทรศัพท์หลอกลวง อ้างว่าท่านมีคดีความหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมข่มขู่ สร้างความหวาดกลัว และส่งเอกสารปลอม เช่น หมายเรียกหรือหมายจับ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ จากนั้นจะให้โอนเงินไปตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่โทรศัพท์แจ้งข้อกล่าวหา ไม่ส่งเอกสารทางออนไลน์ ไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบสวน และที่สำคัญจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเด็ดขาดเช่นเดียวกับการที่มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ หรือทนายอาสาปลอม โดยมักอ้างว่ามีค่าไฟฟ้าค้างชำระ จะได้รับเงินค่าประกันมิเตอร์คืน มีพัสดุตกค้าง หรือเสนอให้ความช่วยเหลือด้านคดีความผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมกดดันให้รีบโอนเงิน ทำกิจกรรม หรือกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ขอเน้นย้ำว่าเจ้าที่ของรัฐตัวจริงจะไม่เร่งรัดให้โอนเงิน และไม่ขอข้อมูลสำคัญทางโทรศัพท์หรือทางออนไลน์ หากประชาชนได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตั้งสติ อย่างหลงเชื่อ ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลหรือโอนเงินเด็ดขาด และขอให้โทรศัพท์แจ้งหรือปรึกษากับทาง 1441 ก่อนตัดสินใจกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้างทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”





