
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบผัวเมียแสบตระเวนทำงานต่างถิ่นก่อนยืมรถนายจ้าง-เพื่อนร่วมงาน แล้วเชิดหนี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก.,พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.,พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ป.,พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว รอง ผบก.ป.,พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.๕ บก.ป., พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์, พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึก, พ.ต.ท.ศิลป์ชัย ถวัลย์ภิยโย, พ.ต.ท.ศรัณย์ ศรีพักตร์, พ.ต.ท.พิทยา ธนาวุฒิ รอง ผกก.5 บก.ป.เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ธีระพงษ์ คงเขียว สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.อ.ยุทธนา จิตจำนอง รอง สว.กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 กก.5 บก.ป.ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย1. นายเฉลิมชัยฯ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ดังนี้- หมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.320/2565 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง”- หมายจับศาลจังหวัดฮอด ที่ จ.134/2568 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน”- หมายจับศาลจังหวัดชัยนาท ที่ 30/2569 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ยักยอก”2. น.ส.ปาริชาติฯ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฮอด ที่ 188/2568 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน”สถานที่จับกุม บริเวณเพิงพัก หมู่ 1 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชพฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อ กันยายน 2569 นายเฉลิมชัยฯ และ น.ส.ปาริชาติฯ เดินทางมากับนายสัมพันธ์ฯ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ อ่างซับเหล็ก ต.โคกตูม อ.เมือง จ.ลพบุรี ต่อมาเวลาประมาณ 04.00 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 ทั้งสองได้ขอยืมรถยนต์กระบะโตโยต้า สีดำ ของนายสัมพันธ์ฯ โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุระไม่นาน ก่อนนำรถออกไปและไม่กลับมาคืนตามกำหนด ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2569 นายสัมพันธ์ฯ ได้รับโทรศัพท์จากทั้งสองแจ้งว่าจะกลับมารับ แต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ภายในรถยนต์ยังมีกระเป๋าเป้และทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียหาย ได้แก่ เงินสด บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถ และโทรศัพท์มือถือ มูลค่าประมาณ 14,000 บาท จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.โคกตูม เพื่อดำเนินคดีต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับการประสานจากนายสัมพันธ์ ผู้เสียหายในคดีของ สภ.โคกตูม ให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมติดตามรถยนต์กระบะของผู้เสียหายที่ถูกนำไป ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลคดีพบว่า นายเฉลิมชัยฯ และ น.ส.ปาริชาติฯ ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในหลายพื้นที่ โดยนายเฉลิมชัยฯ มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์นายจ้างและยักยอกทรัพย์รถจักรยานยนต์ รวมถึงมีพฤติการณ์นำรถที่ได้รับอนุญาตให้ยืมไปใช้แล้วไม่ส่งคืนเจ้าของ ขณะที่บางเหตุการณ์พบว่าทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกัน อีกทั้งพบเบาะแสว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. สืบสวนติดตามจนทราบแหล่งกบดานในพื้นที่ ต.ท่างิ้ว อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช จึงวางแผนเข้าจับกุมตัว นำตัวนายเฉลิมชัยฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมพล จ.สงขลา ส่วน น.ส.ปาริชาติฯ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาให้การว่าได้นำรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไปขายในลักษณะขายเป็นซากรถ ได้รับเงินสดจำนวน 25,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้รับซื้อซากรถ ตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย และติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเตือนภัย ขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการที่รับลูกจ้างจากต่างพื้นที่เข้าทำงาน ควรตรวจสอบประวัติและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานอย่างเหมาะสม รวมถึงควรระมัดระวังการให้ยืมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แก่บุคคลอื่น แม้จะเป็นผู้ที่รู้จักหรือทำงานร่วมกันก็ตาม ควรมีหลักฐานการยืมและกำหนดเวลาส่งคืนให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.ธีระพงษ์ คงเขียว สว.กก.5 บก.ป.โทร. 0819688836 “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้างทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”





