
ไม่รอด! สตม.บุกรวบจีนเทาแสบ รีดเงินบริษัทนอมินีหวังเข้าตลาดหุ้นเสียหาย 100 ล้าน
ปฏิบัติการจับกุมจีนเทานักตบทรัพย์ของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 มกราคม 2569 สืบเนื่องจากในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้กวดขันตรวจตราสถานที่พักอาศัยของคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม อพาร์ทเมนต์ เกสเฮาส์ รวมไปถึงคอนโดมิเนียม ซึ่งรับคนต่างชาติเข้าพักอาศัย ในการดำเนินการแจ้งการเข้าพักดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมือง มาตรา 38 ซึ่งเป็นนโยบายและข้อสั่งการซึ่ง “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการเน้นย้ำอย่างเข้มงวด โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ในการระดมชุดสืบสวนหมั่นกวดขัน ตรวจสอบที่พักอาศัยเหล่านี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและให้มีการนำข้อมูลที่ได้รับแจ้งที่พักในระบบดังกล่าว มาสุ่มตรวจสอบว่ามีบุคคลต่างชาติรายใด มีพฤติการณ์หลบหนี หรือซ่อนตัว หรือได้กระทำความผิด เป็นผู้ร้ายข้ามชาติ ที่อาศัยประเทศไทยเป็นที่หลบซ่อนตัว หลังจากการก่ออาชญากรรมหรือไม่ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 ได้ตรวจพบหนึ่งในรายชื่อผู้เข้าพักอาศัยของโรงแรมดังแห่งหนึ่งในย่านพักอาศัยชื่อดังของคนจีน มีบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนรายหนึ่งชื่อนายฉู (นามสมมติ) อายุ 49 ปี เป็นบุคคลตามหมายจับสำคัญของทางการจีน โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศจีนได้มีหนังสือประสานงานความร่วมมือเกี่ยวกับผู้ร้ายข้ามแดนราย ทำให้มีการบันทึกข้อมูลในระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหลังได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 จึงได้พิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจาก นายฉู เข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้าม พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส. บก.ตม.3, พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร, พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์, พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ ศรีธนาอภินันท์ รอง ผกก.สส.บก.ตม. 3 เรียกประชุมทีมสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.เดรินิว มิ่งเมือง , พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ , พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สว.กก.สส.บก.ตม.3 วางแผงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำทีเป็นพนักงานส่งอาหาร ไปดักซุ่มแฝงตัวไปอยู่บริเวณด้านหน้า โรงแรม เพื่อสังเกตความเคลื่อนไหว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 7 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สังเกตเห็นบุคคลต่างด้าวตำหนิรูปพรรณตรงกับนายฉู จึงได้เข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยแสดงบัตรข้าราชการให้ดู ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว ผลการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ยืนยันนายฉู อายุ 49 ปี สัญชาติจีน เป็นคนเดียวกับผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งการเพิกถอนดังกล่าวให้ทราบ และควบคุมตัวนายฉู ไปทำบันทึกที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปอย่างไรก็ตาม จากการประสานงานและตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียด กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศพบว่าในช่วงปี 2566 นายฉู ซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัทจัดการหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งหนึ่ง ได้หลอกลวง CEO ของบริษัท ให้ใช้นอมินีในการจดทะเบียน ในช่วงที่กำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ก่อนที่พวกเขาจะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข่มขู่แบลคเมล์ในภายหลังว่าจะระงับสิทธิในส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อบังคับให้บริษัทจ่าย “ค่าปิดปาก” เป็นจำนวนเงิน มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 22 ล้านหยวน (ประมาณ 100 ล้านบาท) ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง เป็นเครื่องมือช่วยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน รวมไปถึงเบาะแสสำคัญจากการแจ้งที่พักอาศัยตามกฎหมายของพี่น้องประชาชน จนนำไปสู่ความสัมฤทธิ์ผลในการจับกุมคนร้ายข้ามชาติรายสำคัญที่หลบหนีคดี และใช้ประเทศไทยเป็นที่ซ่อนตัว และขอฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนผ่านผู้สื่อข่าวว่า การแจ้งที่พักอาศัยต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกรณีคนต่างด้าวเข้ามาพักอาศัย เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองดูแลเคหสถาน รวมไปถึงผู้จัดการโรงแรม จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ นอกจากนี้หากพี่น้องประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สายด่วนหมายเลข 1178 ตลอด 24 ชม.สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน





